สวัสดีครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสีย นาฬิกา ..เอ๊ย!! เวลา เอ๊ย!! ถูกแล้ว ไปเดินทางกันต่อเลยครับ


ปีนังครั้งแรก...แรก ตอนที่2

วันที่ 1 ของการแบคแพค (24 มิถุนายน 2558 )

การเดินทางครั้งนี้ ผมไม่ได้วางแผนอะไรไว้เท่าไหร่ และจองตั๋วเพียง1วันก่อนเดินทาง โดยใช้บริการของ ไทยไลออนแอร์ ได้ตั๋วในราคา 995บาท จาก ดอนเมือง สู่ หาดใหญ่ และต่อรถตู้ที่สนามบินหาดใหญ่ ในราคา 100 บาท มาลงที่ตัวเมืองหาดใหญ่ และใช้บริการของ ทัวร์รถตู้ของ บริษัทหลี่แป๊ะ (แน่แนะนำให้ใช้ที่บริษัทอื่นดีกว่า) จากหาดใหญ่ไปปีนัง ในราคา 600 บาท ...ก่อนหน้านี้เท่าที่หาข้อมูลมา รถตู้จากหาดใหญ่ไปปีนัง ส่วนใหญ่ ราคาเพียง450บาทเอง แต่ตอนนั้นทั้งมึนทั้งงง บวกกับไม่รู้ว่าบริษัทอื่นจะมีอยู่ใกล้ๆหรือเปล่า สุดท้ายก็ต้องจำใจใช้บริการของบริษัทนี้

การแลกเงินสามารถไปแลกที่ร้านแลกที่หาดใหญ่ได้ แต่แนะนำ ให้ไปแลกที่ ปีนังจะได้ค่าเงินที่ดีกว่า (แลกที่หาดใหญ่ไปแค่เล็กน้อยพอ เพื่อใช้ในการจ่ายมัดจำค่าที่พัก) 

รถตู้ออกจาปีนังตอนประมาณ 13.00 น. รถก็จะวนรับผู้โดยสารตามรายทางอีกนิดหน่อย หลังจากไปถึง ตม.ก็ลงไปเขียนใบขออกนอกประเทศ และปั้มตราหนังสือเดินทาง ทั้งทางฝั่งไทย และมาเลเซีย

หลังจากทำการปั้มตราหนังสือเดินทางเสร็จ จะต้องเปลี่ยนรถตู้แล้ว โดยรถตู้ที่มารับจะเป็นคนแขกขับ และพาเราไปจนถึงปีนัง....แอบเสียดายตอนรถอยู่บนสะพานปีนัง กะว่าจะดูวิว สักหน่อย แต่ดันไปนั่งที่นั่งฝั่งด่านใน ซึ่งบนสะพานมีกำแพงกั้นระหว่างเลนถนน เลยมองไม่เห็นอะไรเลย T_T

         เมื่อข้ามมาถึงฝั่งปีนัง ให้เราบอกกับคนขับเลยครับว่าเราจองที่พักไว้ที่ไหน คนขับบริการถึงหน้าที่พักเลยครับ... โดยผมพักแบบ โฮสเทล ที่ เรียวคันโฮสเทลครับ  ที่พักสะอาด ห้องน้ำสะอาด พนักงาน ผู้คนร่วมที่พักเป็นมิตรดีครับ สำหรับผมแล้วประทับใจเลย 

          พอเข้าที่พักแล้วก็ อาบน้ำล้างเนื้อตัว กะว่าจะออกไปหาอะไรลงท้องสักหน่อย ตอนนั่นก็ประมาณ 19.00 น. แต่..........หลงครับ  หลง ฮ่าๆ  พอมืดแล้วคลำทางกลับแทบไม่ถูก ฮ่าๆ  แต่สุดท้ายก็หาทางกลับมาที่พักจนได้

เฮ้อ....จบวันแรกไปแบบ งง มึน ตอนนั้นคิดเลยว่า “จะรอดไหมว๊า” เดินก็หลงทาง ภาษาก็ไม่ค่อยจะแข็งแรงอีก เริ่มกลัวและอยากจะกลับบ้านเลยที่เดียว    (เวลาที่ มาเลเซีย จะไวกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง สี่ทุ่มที่ปีนังทุกอย่างก็เงียบแล้วครับ)

วันที่ 2 ของการแบคแบค (25 มิถุนายน 2855)

วันนี้ตื่นเช้าครับ เลยคิดว่าวันนี้จะเดินเล่นรอบเมืองก่อน เล่นที่ริมน้ำ แถว ปีนังฮอล เวลาประมาณ 6.00 น. จะเห็นคนแถวนั้นมาเดินเล่น มาออกกำลังกายกันแต่เช้าเลย แต่ถึงแม้จะเช้าขอบอกเลยว่า อากาศค่อนข้างร้อนเลยล่ะครับ

 

 

 

 


 

 

  ขอบอกก่อนว่าเดินทางครั้งนี้ ผมไม่มีแผนหรืออะไรทั้งนั้นครับ  เพียงแค่กำหนดไว้ว่า วันนี้ๆจะไปแถวไหน วางเป็นคราวๆเท่านั้น ส่วนวันนี้ก็มีเพียงแผนที่จากที่พัก มาเพียง2แผ่น คือแผนที่ ภาพสตรีทอาตท์ กับ แผนที่สถานที่สำคัญเท่านั้น แต่จะพบเจอภาพวาดหรือสถานที่ตามในแผนที่หรือไม่นั้น ผมไม่สน เพียงแค่เดินไปเรื่อยๆ เพราะไม่อยากตั้งข้อจำกัดให้ตนเองครับ

 

 

หลังจากเดินไปสักพัก ก็คิดขึ้นได้ว่า นั่งเรือข้ามฝากเล่นดีกว่า และจะได้ไปซื้อตัวรถไปกลับ กทม.ด้วย ....เช่นเคยครับ เดินไปเรื่อยๆเลาะทะเลไป เห็นคนเดินไปเยอะๆก็เดินตามเขาไปครับ ยาวไปๆๆ 

การนั่งเรือข้ามฝากนั้น ขาออกจากเกาะปีนัง จะไม่เสียเงินครับ แต่ถ้าขาเข้ามาในเกาะปีนัง จะเสียคนละประมาณ 20 บาท อ่อ..ท่าเรือนี้ชื่อว่า เจ็ตตี้ นะครับ 

 หลังจากข้ามฝั่งไปแล้ว ฝั่งนี้จะเรียกว่า  “บัตเตอร์เวอร์” โดยจะมีทั้ง สถานีรถไป และสถานีรถบัส ครับ

 


 

เมื่อไปถึงสถานีรถไป ปรากฏว่า ยังไม่เปิดขายตั๋วครับ (ตั๋วเริ่มขายเวลาประมาณ 10.30 น.)        ก็ต้องนั่งเซ็ง นอนเซ็งกันไป รอเวลากันไป  เพราะไม่อยากนั่งเรือข้ามฝั่งกลับไปกลับมา อยู่รอดีกว่า ประมาณ 1ชั่วโมง  ก็เปิดขายตั๋วตั๋วรถไฟ จากบัตเตอร์เวอร์ ไป กทม. นั้นมีรอบเดียวครับ คือรอบ 14.00 น. ตามเวลาของมาเลเซีย เป็นขบวนรถไปนอน มีสองราคา คือ เตียงนอนชั้นล่าง ประมาณ 1,100 บาท เตียงชั้นบนประมาณ 900 บาท



เมื่อได้ตั๋วรถไฟแล้ว ก็กลับมาฝั่งปีนัง และเดินชมตัวเมืองปีนังต่อครับ ไม่ต้องกลัวหลง เพราะหลงแน่นอน ฮ่าๆๆ ในตัวเมืองจะมีภาพวาดสวยๆอยู่มากมาย ตามผนัง ตรอก ซอยต่างๆ สภาพบ้านเมืองปีนัง เป็นระเบียบและสะอาดครับ จะเป็นลักษณะเป็นล็อคๆ ซอยจะเยอะหน่อย สำหรับผมแล้วคล้ายๆในพวกหนังจีน หนังฮ่องกงเลยครับ และคนส่วนใหญ่ในปีนังก็จะเป็นคนจีนซะส่วนใหญ่ครับ 

           

ผมเล่าเรื่องไม่ค่อยเก่งเอาเป็นว่า ไปดูภาพเล็กๆน้อยกันเลยดีกว่า

 

หลังจากใช้เวลาเกือทั้งวันในการเดินเที่ยวเมืองจนเมื่อยขาแล้ว ก็เดินๆๆ..ไปเรื่อยๆ จะเรียกได้ว่า

ไร้จุดหมายก็ได้...แต่ถ้าจะพูดให้ดูดีหน่อยก็คือ เดินสำรวจเมือง ดีกว่าครับ ฮ่าๆๆ ประเด็นก็คือหลง ละครับ  

และแล้วก็ไปเจอ พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง ชื่อว่า asia camera museum ซึ่งแน่นอนละครับว่าจะต้องมีกล้อง แต่ที่ประทับใจอย่างยิ่ง ก็คือเจ้าหน้าที่ครับ ตอนที่ผมเข้าไปนั้น ไม่มีคนอื่นเลย เจ้าหน้าที่เลยแนะนำและเล่าประวัติกับผมแบบตัวต่อตัวเลย แม้ผมจะเข้าใจภาษาอังกฤษไม่มาก แต่ก็ทำให้ผมได้รู้วิวัฒนาการของกล้อง จากอดีตสู่ปัจจุบัน มากขึ้นมาเหมือนกันแฮะ!  

ภายในนั่นจะมีกล้องจากหลายยุคหลายสมัยครับ ตั้งแต่กล้องรุ่นแรกๆ ไปจนถึงกล้องดิจิตอล และกล้องทุกชิ้นที่วางอยู่นอกตู้ เราสามารถหยิบจับ มาลองเล่นได้เลย 

เท่าที่จับใจความได้เจ้าหน้าที่บอกว่า สถายที่นี้เคยเป็นร้ายถ่ายรูปจริงๆ เพราะมีบุคคลสำคัญของปีนังก็มาถ่ายภาพที่นี่ด้วย  ข้างในนั้นยังมีห้องล้องฟิล์มให้เราได้ไปดูกรรมวิธีการล้างฟิล์ม ..การจะได้ภาพมาแต่ละภาพสมัยก่อนมันต้องใช้เวลาและความตั้งใจมากจริงๆ Money mouth


มันทำให้ผมนึกขอบคุณ คนที่สร้างกล้องขึ้นมาจริงๆ เพราะเขาได้สร้างสิ่งที่สามารถบันทึกเรื่องของต่างๆ ออกมาเป็นภาพ และมันก็กลายมาเป็นความทรงจำที่ดีๆเมื่อเราได้ย้อนกลับไปมองดูภาพเก่าๆเหล่านั้น  ถ้าใครมีโอกาสได้ไปปีนัง ผมอยากให้ทุกคนลองแวะไปที่นั่นดูครับ  แต่ต้องขออภัยที่ผมไม่สามารถบอกพิกัด ที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์ แห่งนั่นได้ เพราะผมหลง....ไปเจอ ฮ่าๆ   

แต่ก็ต้องขอบคุณการหลงครั้งนี้ เพราะมันก็ทำให้ผม ..หลง..ใหล ในภาพถ่ายเก่าๆเครื่องถ่ายภาพเก่าๆ วันเวลาเก่าๆ เมื่อเราได้มองภาพเหล่านั้นเข้าแล้ววววว

 

 

[ครั้งแรก....บังเอิญเสมอ]

จบการเดินทางในวันนี้ครับ....^^

 

 

edit @ 26 Jul 2015 00:29:27 by PK22

edit @ 26 Jul 2015 00:41:57 by PK22

edit @ 19 Sep 2015 17:15:27 by PK22

Comment

Comment:

Tweet

Recommend